บริหารสมองแบบ “นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์”
posted on 26 May 2009 11:30 by amanekun|
รู้หรือไม่ สมองก็ต้องการออกกำลังกายไม่แพ้ร่างกายเหมือนกัน
เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้คล่องแคล่ว ฉับไว คิดได้เร็ว มีความจำดี
ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งต้องให้ความสำคัญ |
|
| ดังนั้นวิธีการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่ดีที่สุด
คือการรักษาความดันโลหิต อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง ออกกำลังสมอง ไม่เครียด
และเข้าร่วมสังคม จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็ว การออกกำลังสมอง หรือ “นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์” (Neurobics Exercise) ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนันทิกา ทิวชาชาติ ภาคจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การออกกำลังสมอง หรือ “นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์” นั้น จะ เป็นการฝึกให้สมองส่วนต่าง ๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อมีการออกกำลังสมองบ่อย ๆ สมองก็จะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ (Neurotrophins) ที่เปรียบเหมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เดนไดรต์” (Dendrite) ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโต และเซลล์สมองแข็งแรง และ เมื่อเซลล์สมองแข็งแรง ก็จะทำให้เกิด “พุทธิปัญญา” (Cognitive Function) ที่หมายถึงความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออก รวมไปถึง “การทำงานระดับสูง” (Executive Function) คือ การคิด การแก้ไขปัญหา การตัดสินใจ และการวงแผนที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อมได้ หลัก การทำงานของการออกกำลังสมอง หรือ นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า เกิดจากการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Organs) ซึ่งได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส รวมไปถึงส่วนที่ 6 คือ อารมณ์ (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน เราสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ด้วยการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราเป็นตัว ช่วย เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการให้ต่างไปจากเดิมเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น ปกติเราถนัดมือขวา หยิบจับอะไรก็จะใช้มือขวา ลองเปลี่ยนมาใช้มืออีกข้างทำแทน เนื่องจากพฤติกรรมการรับรู้ต่าง ๆ เกิดจากทำงานประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา ถ้าเราใช้แต่เพียงมอขวาเพียงข้างเดียว สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการถูกกระตุ้นเพียงข้างเดียว แต่สมองส่วนขวาที่บังคับมือซ้ายไม่ค่อยได้ทำงาน และอาจเสื่อมไปได้ ดังนั้น การฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยมือซ้ายจะช่วยให้สมองส่วนขวาได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการออกกำลังสมองแบบง่าย ๆ ทำได้ดังนี้ ถ้าอยู่บ้าน ลองทำกิจกรรมเหล่านี้ดู -ปิดตาทำกิจกรรม เช่น ปิดตาอาบน้ำ ปิดตาดูทีวี เพื่อเปลี่ยนความเคยชินในการรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสเดิม ๆ ในที่นี้คือการฝึกประสาทสัมผัสในด้านการได้ยิน -ปิดไฟในห้องแล้วใช้มือคลำ เพื่อกระตุ้นประสาทในส่วนสัมผัส -สลับกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำตั้งแต่ตื่นนอน เช่น จากที่อาบน้ำก่อนกินข้าว ก็เปลี่ยนเป็นกินข้าวก่อนอาบน้ำ จะทำให้สมองใช้พลังงานในการทำสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าตอนที่ทำกิจกรรมเดิม ๆ ระหว่างเดินทาง ก็บริหารสมองไปด้วย -ไม่เปิดแอร์ แต่เปิดกระจกขณะขับรถ เลือกบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ซักนิด เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น -เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน หรือเปลี่ยนวิธีการเดินทางดูบ้าง เพราะวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นสมองชั้นนอกและฮิปโปแคมปัสให้สร้าง แผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง เป็นการเพิ่มการทำงานของสมองให้มากกว่าปกติด้วย ขณะทำงานก็ฝึกสมองได้ -เปลี่ยนตำแหน่งสิ่งของบนโต๊ะทำงาน เพื่อสร้างภาพใหม่ ๆ ในสมอง เพิ่มการทำงานของสมองให้มากขึ้น เพราะไม่คุ้นชิน ทำให้สมองต้องเรียนรู้มากขึ้น -พุดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย ทั้งการจำใบหน้า น้ำเสียง หรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น เป็นการเติมข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับสมอง ทั้งนี้รวมถึงการชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ เช่นกัน -หากิจกรรมสนุก ๆ ทำ เพื่อการพัฒนาสมองทั้งซีกขวาและซีกซ้าย นอกจากนี้วิธีการบริหารสมองที่กล่าวมาข้างต้น สามารถทำอย่างอื่นที่เป็นการฝึกพัฒนาสมองได้อีก เช่น วาดรูป สเก็ตช์ภาพต่าง ๆ จะเป็นการฝึกด้านจิตนาการให้กับสมอง ทำงานฝีมือ หรือประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ฟังเพลงภาษาต่าง ๆ เพื่อฝึกความสามารถด้านภาษาของสมองเพิ่มเติม หรือแม้แต่การเล่นปริศนาอักษรไขว้ เป็นต้น เมื่อเราออกกำลังกายสมองกันแล้ว ก็จะขอแนะนำสูตรอาหารบำรุงสมอง อร่อยด้วย มีประโยชน์ต่อสมองเราด้วย ไปดูกันเลยว่าเป็นอย่างไร |
|
| แซลมอนผักโขม ส่วนประกอบดังนี้ ปลาแซลม่อน 120 กรัม ผักโขม 50 กรัม น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา กระเทียมสับ ½ ช้อนชา น้ำซอส น้ำสะอาด 50 ซี.ซี. สับปะรด 70 กรัม แอปเปิ้ลเขียว 100 กรัม กล้วยหอม 1 ลูก ผงกะหรี่ 4 ช้อนชา น้ำตาลทราย 6 ช้อนชา |
|
|
วิธีทำ
ที่มา : |
|
ขอความกรุณาผู้ที่มียูสเซอร์ของเวบพันทิป
posted on 22 May 2009 15:32 by amanekun
ขอความกรุณาผู้ที่มียูสเซอร์ของเวบพันทิป
กรุณาไปกดลบกระทู้นี้ด้วยคับ
ประเทศชาติจะได้สงบสุขสักที ขอร้องจากใจจริง
และกราบขอบคุณผู้ใจบุญทุกท่าน
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7875721/A7875721.html
http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C7875937/C7875937.html
edit @ 22 May 2009 15:44:00 by PrinZe
edit @ 22 May 2009 15:46:11 by PrinZe
เคล็ดลับประหยัดเงินเพื่อความงาม
posted on 22 May 2009 11:42 by amanekun|
อุปกรณ์
หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างสามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้ โดยไม่จะเป็นต้องซื้อใหม่
นำสิ่งที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ ผิวพรรณ หน้าตา ก็สวยสดใสได้เหมือนกัน
ที่มา : |
|
ระวัง!!! ช่วงนี้กำลังระบาด “ชิคุนกุนยา” ไวรัสทีแพร่จากยุงลาย
posted on 21 May 2009 10:02 by amanekun

ระบาด
อีกแล้ว!!! โรคที่มาพร้อมกับยุง....
เมื่อบอกอย่างนี้หลายคนคงนึกถึงโรคไข้เลือดออก ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค
ไข้มาเลเรีย ที่มียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค
แต่ที่น่าตกใจเพราะตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้เท่านั้นแต่กลับมีโรคที่มีชื่อ
แปลกๆ ว่า “ชิคุนกุยา”
มาทำความรำคาญและแพร่ระบาดหนักอยู่ในภาคใต้ของประเทศเราอยู่
สถานการณ์ล่าสุด!!! หลัง
จากพบผู้ป่วยที่มีอาการเหมือนติดเชื้อไวรัสชิคุกุนยา ใน 2 จังหวัดภาคใต้
คือจังหวัดนราธิวาสและปัตตานี
ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค
เร่งส่งเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งทีมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่และเฝ้าระวัง
โรคดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อหาทางยุติการแพร่ระบาดของโรคนี้
หลาย
คนยังคงไม่คุ้นหูกับโรคชิคุนกุนยา ไม่รู้ว่ามันเป็นโรคอะไร???? บ้าง
ก็แตกตื่นคิดว่าเป็นโรคสายพันธ์ใหม่ แต่จริงๆ แล้วโรคนี้มีมานานแล้ว
โดยถิ่นกำเนิดแรกของมันอยู่ที่ทวีปอาฟริกา และแพร่ระบาดไปหลายประเทศๆ
ทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็รวมประเทศไทยของเราด้วย
ซึ่งตรวจพบโรคชิคุนกุนยาครั้งแรกพร้อมกับที่มีไข้เลือดออกระบาดและเป็นครั้ง
แรกในทวีปเอเชีย น.พ.หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค
ออกมาบอกถึงโรคดังกล่าวว่า “ชิคุนกุนยา”
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายเป็นพาหะนำโรค
ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่
ซึ่งอาการที่เด่นชัดในผู้ใหญ่คือ อาการปวดข้อ ซึ่งอาจพบข้ออักเสบได้
ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า อาการปวดข้อจะพบได้หลายๆ
ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ (migratory polyarthritis) อาการ
จะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ อาการจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา
และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี
ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อก ซึ่งแตกต่างจากโรคไข้เลือดออก
ที่อาจพบ tourniquet test ให้ผลบวก และจุดเลือดออก (petichiae)
บริเวณผิวหนังได้
สาเหตุการติดต่อ!! โรค
นี้ติดต่อกันได้โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ
เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง
ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด
เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายเมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่น
ก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูกกัดทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคได้
ระยะการฟักตัว!!! โดย
ทั่วไปจะมีการฟักตัวประมาณ 1-12 วัน แต่ที่พบบ่อยประมาณ 2-3 วัน
ระยะติดต่อคือระยะไข้สูงประมาณวันที่ 2-4
ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก สำหรับอาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกหรือข้อ ปวดศีรษะ
ปวดกระบอกตา หรือมีเลือดออกตามผิวหนัง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง
แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว แม้อาการนำของโรคชิคุนกุนยา
จะคล้ายโรคไข้เลือดออกหรือหัดเยอรมัน
แต่ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อก หรือเลือดออกมาก
โรคชิคุนกุนยาพบมากในฤดูฝน และทุกกลุ่มอายุ
ซึ่งต่างจากโรคไข้เลือดออกและหัดเยอรมันที่มักพบในผู้อายุน้อยกว่า 15 ปี
ดูแล้วเหมือนมันอาจจะไม่ค่อยรุนแรงเหมือนโรคไข้เลือดออกสักเท่าไหร่
แต่ถึงแม้มันจะไม่สามารถคร่าชีวิตคนเราไปได้
แต่เราก็ควรที่จะระมัดระวังเอาไว้
โดยเฉพาะลูกเด็กเล็กแดงที่อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ง่าย
อีกทั้งช่วงนี้ฝนตกบ่อยทำให้มีน้ำขัง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของยุงลาย
ซึ่งเป็นพาหะนำโรคอีกด้วย
ส่วนวิธีป้องกันนั้น!!!ถึง
แม้ทุกวันนี้ยังไม่ยาหรือวัคซีนตัวใดที่ใช้รักษาได้โดยตรงทั้งโรคไข้เลือด
ออกและโรคชิคุนกุนยา ดังนั้นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ถ้ามีไข้สูง
ก็ให้ยาลดไข้ หรือลดอาการปวดข้อ
และพักผ่อนให้เพียงพอก็สามารถบรรเทาอาการไปได้
แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุงเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ
สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ต้องหมั่นตรวจดูที่เก็บกักน้ำ
ไม่ว่าจะเป็น บ่อ กะละมัง เพราะเป็นแหล่งที่ยุงออกไข่
จึงจำเป็นต้องมีฝาปิด
ที่ใดที่จำเป็นต้องมีน้ำขังอยู่ก็ให้ใส่ทรายอะเบทลงไปเพื่อป้องกันการวางไข่
และควรเลี้ยงปลาในอ่างที่ปลูกต้นไม้ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
เพราะปลาจะกินลูกน้ำเป็นอาหาร แต่
นอกเหนือจากการป้องกันการแพร่พันธ์ของยุงแล้ว
ตัวเราเองก็ต้องป้องกันตัวเราไม่ให้ถูกยุงกัดด้วย ควรติดมุ้งลวดในบ้าน
หรือทายากันยุงขณะทำงานและออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดตอนกลางวัน
และที่สำคัญต้องเฝ้าสังเกตคนในบ้านว่ามีไข้และอาการคล้ายกับโรคชิคุนกุนยา
หรือไม่ หากมีก็ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน ถึงแม้ว่าวันนี้
โรคชิคุนกุนยาจะเป็นโรคใหม่ที่มีชื่อไม่คุ้นหูนัก
แต่หากปล่อยให้แพร่ระบาดไปสู่วงกว้างอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจได้
... วันนี้เพียงป้องกันยุงลาย นอกจากจะป้องกันไข้เลือดออกแล้ว
ยังช่วยป้องกันโรคชิคุนกุนยาได้ด้วย
ที่มา :
www.never-age.com
ประโยชน์-โทษ ของอาหารรสชาติต่าง ๆ
posted on 20 May 2009 09:56 by amanekun|
ตาม
ตำราแพทย์แผนจีน
รสชาติของอาหารทุกชนิดมีความสำคัญต่ออวัยวะภายในของร่างกายมนุษย์แทบทั้ง
สิ้น นอกจากประโยชนที่เราได้รับแล้ว หากทานมากไป
อาจได้รับโทษของรสชาติเหล่านั้นมาด้วย |
||
| ข้อเสีย – เมื่อ
ทานอาหารที่มีรสหวานมาก ๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน
เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป
ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้
นอกจากนี้ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ส่งผลให้อ้วน
ทำให้เกิดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ เป็นต้น อาหารรสเผ็ด ข้อดี – อาหาร รสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ข้อเสีย – อาหาร รสเผ็ดจัดก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน นอกจากนี้อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และดรคความดันโลหิตสูง |
||
|
อาหารรสเค็ม
ที่มา : |
||
ความจริง 10 อย่างที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ Wolverine
posted on 19 May 2009 13:17 by amanekun
ความจริง 10 อย่างที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ Wolverine
เขาอึด เขาขนดก ไว้จอนยาว
เขารับบทนำในหนัง X-Men มาทั้งสามภาค และมีหนังเด่นเป็นของตัวเองแล้ว
และเขาก็มีประวัติยาวนานในฉบับหนังสือการ์ตูน
ผู้ชมรุ่นใหม่คงไม่รีรอที่จะซื้อตั๋วเข้าไปชมเขาใน X-Men Origins:
Wolverine แต่ก็อาจมีหลายสิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับเขา
และเราก็ประมวลมา 10 ข้อครับ
1.วูล์ฟเวอรีนปรากฏกายครั้งแรกในปี 1974 ในฐานะศัตรูของ The Incredible Hulk
เขาเป็นตัวละครที่มีเลน เวน (Len Wein) เป็น
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ ซึ่งยังเป็นผู้สร้างตัวละคร The Swamp Thing ด้วย
โดยมีการวางแผนให้วูล์ฟเวอรีนเป็นร่างมนุษย์ของ The Swamp Thing
(แต่ไม่ใช่ความตั้งใจของเวน) ภายหลังตัวละครนี้ถูกส่งผ่านให้คนอื่นดูแล
เขาจึงได้กลายเป็นสมาชิกของ X-Men แทน
และกลายเป็นตัวละครหนึ่งที่โด่งดังที่สุดในมาร์เวล คอมมิคส์
2. แรกเริ่ม วูล์ฟเวอรีนถูกเขียนให้เป็นโครงการอาวุธลับของรัฐบาลแคนาดา
เรื่องราวในอนาคตได้ยืนยันว่าเขามี
บรรพบุรุษเป็นชาวแคนาดา
และได้รับการสถาปนาให้เป็นสายลับและนักฆ่าที่ประสบความสำเร็จที่สุด
แต่ความกระจ่างเกี่ยวกับที่มาของเขานั้นถูกเก็บงำไว้นับสิบปี
เพราะเรื่องราวของเขาน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อคงความลึกลับเกี่ยวกับอดีตไว้
ภายหลังถูกเขียนให้ความจำเสื่อมเพื่อปกปิดภูมิหลัง
และยิ่งทำให้ผู้อ่านสับสนยิ่งขึ้นเมื่อไม่ทราบที่มาแน่ชัดของเขา
เรื่องราวความจำเสื่อมของเขาถูกนำมาใช้ในหนัง X-Men ของไบรอัน ซิงเกอร์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญในการสานต่อเรื่องราว
3.พลังมนุษย์กลายพันธุ์ของเขามีทั้งความเป็นอมตะ แข็งแรง ว่องไว และมีประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์
รวมถึง
การที่สามารถรักษาแผลได้เองอย่างรวดเร็วจนยากที่จะฆ่าเขาตายได้ในการรบ
กรงเล็บก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังพิเศษด้วย
แต่การได้องค์กรลับปลูกถ่ายโลหะพิเศษชื่อว่าอะดาแมนเทียมให้
ซึ่งแม้แต่ระเบิดนิวเคลียร์ก็ทำลายมันไม่ได้
ยังช่วยให้ฆ่าเขาได้ยากยิ่งขึ้นอีก
4. การมีพลังรักษาแผลได้เองมีความแปรปรวน
ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องราวของ
เขาในตอนนั้น ในหนึ่งเรื่องราวอันคลาสสิค
เขาใช้เวลาหลายตัวกว่าจะฟื้นตัวจากการต่อสู้ด้วยดาบ
แต่ในอีกฉบับเมื่อไม่นานนี้
เขาใช้เวลารักษาแผลเพียงไม่กี่วินาทีจากระเบิดที่ตั้งใจให้เขาระเหยหายไป
ขีดจำกัดด้านนี้จึงไม่เป็นที่แน่ชัด
5. เขาเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ที่ตัวเตี้ยที่สุด
สูงเพียง 5 ฟุต 3 นิ้ว ซึ่งผิดกับรูปร่างจริงของฮิวจ์ แจ็แมนมาก
6. แม้ว่าเขาจะชอบเรียกตัวเองว่า “โลแกน” เป็นหนึ่งชื่อต้นและนามสกุล...
หนังสือการ์ตูนชุดที่ตีพิมพ์ในปี 2002
เผยว่าเขาเกิดในศตวรรษที่ 19
เป็นเด็กในครอบครัวร่ำรวยที่เจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา และมีชื่อจริงว่า เจมส์ โฮว์เลตต์
7.วูล์ฟเวอรีนขึ้นชื่อว่าเป็นนักสูบซิการ์ตัวยง
แต่กลับไม่ได้ถูกต่อต้านจากองค์กรด้าน
อนามัย
เหตุเพราะเขามีความสามารถในการรักษาตัวเองซึ่งทำให้ปอดของเขาสะอาดขึ้นได้
ทันทีหลังจากสูบ แต่บุคลิกนี้ก็หายไปหลังจากหัวหน้ากองบก.ของมาร์เวล โจ
เควสาดา
ได้สั่งห้ามให้ทุกตัวละครของมาร์เวลแสดงพฤติกรรมที่บอกว่าบุหรี่หรือยาสูบ
นั้นเท่ อย่างไรก็ดี การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อหนัง X-Men
ซึ่งเรายังเห็นโลแกนสูบซิการ์อยู่บ่อยๆ
8.ศัตรูคู่อาฆาตตัวฉกาจของเขาก็คือเซเบรทูธ
ซึ่งมีความสามารถในการต่อสู้และรักษาแผลได้เหมือนกับเขา
ในเรื่องราวที่เขียนมายาวนาน มีการบอกใบ้ว่าเซเบรทูธอาจเป็นพ่อของโลแกน
หรือเป็นลูกชาย หรืออาจเป็นร่างของเขาในอนาคต
ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียนเรื่องราวตอนนั้นๆ ส่วนในฉบับหนัง
เขาเป็นพี่ชายของโลแกน
แต่นั่นก็ยังไม่ออกทะเลเท่าเรื่องราวในภายหลังที่เขียนว่าวุล์ฟเวอรีนมี
ญาติเป็น X-23 ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เป็นร่างโคลนของโลแกน
และศัตรูตัวใหม่ล่าสุดที่ชื่อดาเกน (Daken)
ที่เป็นลูกชายกระหายฆาตกรรมของวูล์ฟเวอรีนที่แม้แต่ตัวเขาก็ไม่เคยรู้ว่ามี
9.ด้วยความที่เป็นอมตะทำให้มีเพื่อนร่วมทีมแปลกๆ เสมอ
เขาเคยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับ
Captain America เคยอยู่ในค่ายกักกันของนาซี
และที่แปลกที่สุดก็คือร่วมงานกับสองสายลับชาวอเมริกันที่ชื่อว่าริชาร์ด
และ แมรี่ ปาร์คเกอร์ ซึ่งภายหลังทั้งคู่มีลูกด้วยกันชื่อปีเตอร์
ปาร์คเกอร์ ที่ได้กลายมาเป็น Spider-Man
เขายืนอยู่หน้าประตูด้วยซ้ำตอนที่แมรี่คลอดปีเตอร์ออกมา
และเป็นคนแรกที่ยินดีกับทั้งคู่
ไอ้แมงมุมไม่เคยได้รับรู้ความจริงนี้จนกระทั่งในนิยายภาพชุด The Secret of
the Sinister Six ที่วูล์ฟเวอรีนเผยแก่เขา
และไอ้แมงมุมก็รับไม่ค่อยได้ในความจริงนี้
10. ในฐานะที่เป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด
จึงมีงานเขียนเกี่ยวกับวูล์ฟเวอรีนออกมา
เยอะมากๆ นอกเหนือจากมีนิยายภาพเดี่ยวๆ ของตัวเองออกมา 2 ฉบับ
และวางแผงแยกกันทุกเดือนแล้ว เขายังเป็นทั้งส่วนหนึ่งของนิยายภาพชุด X-Men
และกลุ่มฮีโร่นอกกฎหมายกลุ่มใหม่ชื่อ The New Avengers
ซึ่งเขามารับบทรับเชิญอยู่ตลอด
ไม่แค่นั้น เขายังเป็นส่วนหนึ่งของหน่วย SHIELD
ในฐานะสมาชิกชั่วคราวแทนที่ Fantastic Four
แถมยังเคยร่วมกับแก๊งก่อการร้ายชื่อ Hydra and the Hand
ตอนที่ถูกล้างสมองด้วย ทำให้เขาอยู่ในนิยายภาพหลายเรื่องพร้อมๆ กัน
และในเวลาเดียวกัน
ที่มา :
www.nangdee.com
edit @ 19 May 2009 13:27:22 by PrinZe
เชื้อโรคที่มากับอุปกรณ์แต่งหน้า
posted on 19 May 2009 09:39 by amanekun|
เพื่อ ผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง สดใส ผู้หญิงหลายคนจึงดูแลรักษาใบหน้าตนเอง โดยให้ความสำคัญกับการทำความสะอาด หรือใช้ครีมบำรุงชนิดต่างๆ ตลอดจนเครื่องสำอางที่เสริมแต่งให้ตนเองดูดีขึ้น แต่อุปกรณ์ที่มากับเครื่องสำอาง หากเราไม่ดูแลรักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดเชื้อโรคอันตรายได้เช่นกัน |
|
|
เรามีบทความพิเศษ โดย พญ.อัญชลี รัตนาธาร ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง จากนิตยสาร Health Today มาให้ความรู้กับพวกเรา ใครที่ใช้เครื่องสำอาง ทั้ง ที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีราคาสูง อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ อุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แป้งพัฟ แปรงปัดแก้ม แปรงปัดเปลือกตา พู่กันทาริมฝีปาก ที่ปัดขนตา ขนคิ้ว ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วระยะหนึ่งที่อุปกรณ์สัมผัสผิว แต่หากปล่อยให้สกปรกไม่ดูแลรักษาทำความสะอาด ก็มีโอกาสทำให้เกิดปัญหาผิวพรรณได้เช่นกัน โดย ทั่วไปรอบๆ ตัวเรามีเชื้อโรคปะปนอยู่ทั้งในอากาศ กระทั่งบนผิวหนังของเราเอง เพียงแต่จำนวนหรือความรุนแรงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดโรคหรือปัญหาแก่ผิวของ เราได้ แต่โรคติดเชื้อทางผิวหนังสามารถติดต่อจากการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงหรือการสัมผัสผ่านสิ่งของต่างๆ ซึ่งหมายรวมถึง อุปกรณ์แต่งหน้าและเครื่องสำอางของผู้หญิง โรคติดเชื้อดังกล่าวที่พบได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง เช่น ตุ่มฝีหนอง (Boils) เริ่มติดเชื้อจากการที่มีแผลเล็กๆ ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น การขีดข่วน ฯลฯ เชื้อแบคทีเรียจะสามารถผ่านสู่ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณรูขุมขน (hair follicle) ได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นบริเวณผิวหนังเกิดตุ่มนูนแดง เจ็บ และมีหนอง บางครั้งอาจทำให้มีไข้ เชื้อที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด staphylococcus aureus การติดเชื้อไวรัสเริม (herpes infections) โดย ปกติจะติดจากการสัมผัสตุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรง หรือติดจากเครื่องใช้ต่างๆ แม้กระทั่งอุปกรณ์แต่งหน้า ในกรณีที่ใช้แป้งพัฟ หรือพู่กันเขียนลิปสติกร่วมกับผู้เป็นเริม เชื้อไวรัสเริมสามารถแพร่มาสู่เราได้ แม้ไม่อาจสังเกตเห็นตุ่มน้ำหรือรอยโรคก็ตาม เชื้อไวรัสเริมมีหลายชนิด ได้แก่ Herpes simplex virus type 1, 2 และ varicella-zoster virus แต่ไวรัสที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดตุ่มน้ำบริเวณริมฝีปากได้บ่อย คือ Herpes simplex virus type1 โดยอาการเริ่มหลังได้รับการติดเชื้อครั้งแรกอาจมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว พร้อมกับมีลักษณะเป็นตุ่มพองใสเล็กๆ อยู่กันเป็นกลุ่ม 3-4 ตุ่ม และบริเวณแผลอาจมีอาการเจ็บปวด แสบหรือบวม และอาจพบต่อมน้ำเหลืองอักเสบร่วมด้วย อย่างไรก็ตามการเกิดเริมครั้งแรก ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ จึงยังคงมีเชื้อเหลืออยู่ที่ปมประสาท หากมีการกระตุ้นหรือสภาวะร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะฟื้นตัวและเกิดอาการใหม่ได้ แม้การติดเชื้อครั้งหลังจะมีอาการรุนแรงลดลง แต่ก็ยังสามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อติดต่อสู่ผู้อื่นได้ การเกิดสิว มี สาเหตุมาจากอุปกรณ์แต่งหน้ายังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด เนื่องจากสิวเป็นโรคของต่อมไขมันและรูขุมขน มีข้อมูลการศึกษาต่างๆ รายงานว่าสิวเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความผิดปกติของการสร้างเซลล์ชั้นขี้ไคลของรูขุมขน ทำให้มีการหนาตัวขึ้นบริเวณรูขุมขนและการเพิ่มขึ้นของเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ว่า propionibacteriun acne (P.acne) หรือการเพิ่มการผลิตของสารไขมัน (sebum) ที่บริเวณผิวหนัง หรือปัจจัยจากฮอร์โมนแอนโดรเจน กรรมพันธุ์ ความเครียด การพักผ่อน ฯลฯ
ผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบจากอุปกรณ์แต่งหน้า
นั้นพบน้อยมาก
ส่วนใหญ่จะเป็นผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบจากเครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวที่ใช้
เนื่องจากผิวหนังบางคนแพ้สารประกอบประเภทน้ำหอม สี (Dye)
หรือแม้กระทั่งสารกันบูด (preservatives)
ที่ผสมในเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวต่างๆ
ซึ่งการแพ้มักเป็นชนิดที่เรียกว่า Allergic contact dermatitis
หมายถึงผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส
อาการแพ้เกิดจากสภาวะการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ซึ่งแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน เช่น
ใช้เครื่องสำอางชนิดเดียวกันแต่คนหนึ่งแพ้สารเคมีที่อยู่ในเครื่องสำอางชนิด
นั้น ส่วนอีกคนไม่แพ้ เป็นต้น ดัง นั้นหากมีอาการผื่นแดงคันหลังการใช้เครื่องสำอาง ครีมบำรุง หรือสารต่างๆ ให้หยุดใช้และปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการคันอาจรับประทานยากลุ่มต้านฮีสตามีน (antihistamine) เพื่อระงับอาการคันได้ก่อนพบแพทย์ แต่ห้ามจับหรือเกา เพราะอาจทำให้การติดเชื้อมีระยะกว้างขึ้น |
|
|
|
|
|
วิธีทำความสะอาดแปรงแต่งหน้า
การเลือกแปรงแต่งหน้าให้เหมาะสม ขนแปรงที่ทำจากธรรมชาติ ได้แก่ ขนแปรงที่ทำมาจากขนสัตว์ต่างๆ เช่น ขนกระรอก ขนแพะ ขนม้า ฯลฯ คุณสมบัติมีเนื้อละเอียด เบา แน่น มีความยืดหยุ่นสูง แกนขนแปรงได้รูปทรงและคืนรูปง่าย เหมาะกับผลิตภัณฑ์แต่งหน้าที่เป็นเนื้อแป้ง โดยขนแปรงธรรมชาติมักมีราคาค่อนข้างสูง ช่างแต่งหน้ามืออาชีพส่วนใหญ่เลือกใช้ เพราะต้องการความละเอียด และเนี้ยบของผลงาน ขนแปรงสังเคราะห์ ส่วน ใหญ่จะทำมา จากไนลอน และเทคลอน คุณสมบัติมีเนื้อนุ่ม แต่คืนรูปได้ไม่ดีเท่าขนแปรงธรรมชาติ มักเหมาะกับผลิตภัณฑ์แต่งหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เช่น ครีมรองพื้น มักนิยมผลิตเป็นแปรงปัดคิ้ว หรือแปรงเขียนขอบตา อย่างไรก็ตามขนแปรงสังเคราะห์ก็ปรับเปลี่ยนให้มีความคล้ายคลึงขนแปรงแบบ ธรรมชาติมากขึ้น หลายคนจึงหันมาเลือกใช้เพราะราคาถูกกว่า ใช้ได้ดีเช่นกัน แม้จะมีคุณภาพไม่เท่าขนแปรงธรรมชาติ ขอฝากเรื่องการดูแลความสะอาดของอุปกรณ์แต่งหน้าให้อยู่ในสภาพดีและ สะอาด ไม่ต้องเสียเวลาล้างทุกวัน เพียงทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้งหรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งก็พอ และหลังจากใช้งาน ควรเก็บอุปกรณ์ไว้ในกระเป๋าเครื่องสำอางให้มิดชิด และที่สำคัญอย่าใช้อุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับผู้อื่น เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายๆ ...อยากสวยทั้งทีต้องหมั่นใส่ใจรักษาความสะอาด
ที่มา : |
|
เจออย่างงี้จะทำยังไง ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่จะไปConcertนักร้องไทย
posted on 18 May 2009 14:24 by amanekun
วันนี้ขอระบายอารมณ์บ้าง
เมื่อวันเสาร์ได้ไปงาน KAMIKAZE LIVE CONCERT มา ที่พารากอน
ที่ไปเนี่ยไปทำงานคับ ไปถ่ายรูปงานConcert คนไปงานเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กทั้งนั้นเลย(รึว่าเราแก่แล้ว) ไปที่โต๊ะลงทะเบียน เห็นเด็กยืนกันเต็มเลยแล้วบอกพีอาร์ว่ามาจากเว็บไซต์
มีเจ๊เข้าก้อมองหน้าแล้วบอกว่า "ไม่ได้นะค่ะน้องต้องเล่นเกมในเว็บก่อนจึงได้บัตร"
เรานี่หน้าเอ๋อมาก อ้าวอะไรกัน แล้วบอกว่าเป็นสื่อมวลชน
เจ๊คนนั้นก็ทำหน้าไม่เชื่อ เพราะว่าตรงนั้นที่เรายืนอยู่มีแต่เด็กยืนมามั่วเนียนเอาบัตรฟรีกัน
เลยควักบัตรประชาชนให้ดูว่าอายูเท่าไหร่ ทำงานแล้ว (ไม่ใช้พวกเด็กบ้านักร้องมาเนียนเอาบัตรฟรี)
เจ๊คนนั้นก็หน้าเจื่อนๆแล้วพูดว่า "หน้าเด็กจัง" แล้วก็ให้ลงทะเบียนรับบัตร
แล้วเดินไปที่เพื่อนนั่งรออยู่แล้วเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า
"สมควรแล้วแกหน้าเด็กเกิ๊นนน แล้วเตี้ยอีก ดันใส่เสื้อลายมิกกี้เมาส์ แล้วบอกไปใครจะเชื่อว่าเป็นนักข่าว"
เลยตอบกลับไปว่า "ไอ้เรื่องหน้าเด็กไม่เคืองหรอก เคืองเรื่องว่าถูกมองเป็นพวกเนียนเอาบัตรฟรีนี่ดิ เคือง!!! ไปงานไหนยังไม่เคยโดนเลย เจองานนี้งานแรก"
พอตอนเข้าไปในฮอล์ก็วุ่นวายมาก ต้องตรวจกระเป๋า ฝากกล้อง แต่เราไม่ต้องฝากเพราะเป็นสื่อมวลชนถ่ายรูปได้
พอเข้าไปวุ่นวายเข้าไปใหญ่ stuffงานบอกว่าเราต้องไปยีนทางโน้น แต่ไม่รู้โน่นไหน รู้สึกหงุดหงิด พอยืนเข้าจริง ไม่สามารถถ่ายรูปได้เลย เวทีสูงมาก แล้วก็คนยืนแน่นกันหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าจาให้นักข่าวมากันทำไม พอConcertเริ่ม คิดว่าอยู่ตรงนี้คงไม่มีประโยชน์อะไร เลยไปเสาะแสวงหายืนที่สามารถถ่ายรูปได้
เลยไปอยู่ที่สูงๆ แต่ไกลเวลามาก ต้องซูมอย่างเดียว คิดว่าจะได้อยู่อย่างสงบแล้ว แต่ก็มีเรื่องมารบกวนอีก
Stuff ชอบเดินมาบอกว่า ถ่ายรูปไม่ได้นะคับ เลยยี่นบัตรสื่อมวลชนให้ดู แล้วก็ผงกหัวเลยเดินจากไป ถ้ามีรอบเดียวไม่ว่าอะไร แต่!!!!! มากันหลายรอบมาก ทั้งหน้าซ้ำ หน้าใหม่ ถ่ายๆอยู่มาสะกิด หงุดหงิดมากกกกกกกกกกกกกกก
เราเลยตะโดนคุยกับเพื่อนว่า "ที่นี่เค้าจัดงานกันไม่เป็นระบบเนอะ ไม่เหมือนตอนที่ไปงานที่นักร้องเกาหลีมาเลย เค้าจัดที่ไว้เลย ว่าสื่อมวลชน กับ คนมางาน ไม่ใช้มาสับสน ยุ่ง วุ่นวายแบบนี้" เพื่อนเราก็ดีเหลือเกิน ฟังเราอยู่ดีๆ พอเห็นแก้ว(เฟย์ ฟาง แก้ว)ขึ้นเวที น้ำหมากถึงกับหยดกันเลยทีเดียว โดยไม่สนใจเพื่อนเราอยู่ดูจนถึงโฟร์ มดก็กลับแล้ว ไม่ได้แคร์เข้าฟรีไม่เสียดาย ได้เจอน้องโฟร์ก็คุ้มแล้ว อิอิ
ปกติเราไปแต่งานเปิดตัวหนัง แถลงข่าวข่าวหนัง บวงสรวงละคร Concertนักร้องเกาหลี แต่เรามา Concertของไทยครั้งแรก คิดว่าคงเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่จะไป
edit @ 18 May 2009 14:56:35 by PrinZe
"เคล็ดลับหน้าใส" ด้วยตัวคุณเอง
posted on 18 May 2009 10:51 by amanekun| สาว ๆ กับความใส สวย ของผิวเป็นเรื่องใหญ่ การดูแลประจำวันอาจไม่เพียงพอ การปรนนิบัติผิวกรณีพิเศษ เป็นเรื่องจำเป็น การพอกหน้า เป็นการทำให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกไปจากผิวหน้า รวมไปถึงพวกสิวอุดตันต่างๆ ก็จะหลุดออกไปด้วย ทำให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น ปราศจากสิวฝ้า เลือดลมบนผิวหน้าหมุนเวียนดีขึ้น และเวลาทาครีมบำรุงจะช่วยให้ซึมเข้าผิวได้ดีกว่าเดิมด้วย ส่วนใหญ่เรามักพอกหน้าด้วยโคลนที่หาซื้อทั่วไปใช่ไหมค่ะ งั้นเราลองมาพอกหน้าโดยไม่ใช้โคลน ทำได้ง่ายเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา(ทำเอง) และยังเห็นผลทันตา ตามสูตรต่อไปนี้ค่ะ |
|
|
Mask สำหรับผิวธรรมดา ใช้ โยเกิร์ต (รสธรรมดา) 1/4 ถ้วย ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา คนให้เข้ากันแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที หรือจนรู้สึกว่าส่วนผสมที่ทาไว้แห้ง จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะทำให้ผิวหน้าเราได้คุณค่าของนมมาช่วยบำรุงผิว และน้ำผึ้งที่กระชับรูขุมขน |
|
|
Mask สำหรับผิวแห้ง นำ
กล้วยหอมสุก 1/2 ลูก มาบดแล้วผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
คนให้เข้ากันแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น สูตรนี้ทำให้หน้านุ่มและตึงสวย |
|
|
Mask สำหรับผิวอักเสบเป็นสิว ใช้
น้ำผึ้งทาที่หน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและยังช่วยกระชับรูขุมขน มีค่า pH
เป็นกลาง สูตรนี้รับรองไม่แพ้ค่ะ แถมหน้ายังเรียบเนียน
และสิวก็จะยุบลงอีกต่างหากค่ะ
ที่มา : |
|